ซาบในประเทศไทย

ประเทศไทยอยู่ในตลาด 10 อันดับแรกของซาบมาเป็นเวลานานแล้ว บริษัทเปิดสำนักงานในกรุงเทพเมื่อปี 2541 และมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมในภาคส่วนของกองทัพและพลเรือนในประเทศไทย ด้วยความตั้งใจในการประสานงานในระยะยาวกับประเทศไทย ซาบจึงได้เข้าสู่กิจการร่วมค้ากับเอวิเอ แซทคอม

ทุกส่วนธุรกิจของซาบมีการดำเนินงานในประเทศไทย ได้แก่ การบิน ไดนามิกส์ ระบบการป้องกันประเทศและความมั่นคง ระบบป้องกันภัยประเทศอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการสนับสนุนและการบริการ บริษัทมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกเหล่าทัพ รวมถึงการได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสวีเดนในการส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทย 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สวีเดนเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 จากนั้นทั้งสองประเทศได้มีความสัมพันธ์ที่กระชับแน่นแฟ้นขึ้นด้วยโครงการความร่วมมือทวิภาคีซึ่งริเริ่มโดยนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศสวีเดนและประเทศไทยในระหว่างการประชุมเมื่อเดือนมกราคม 2547 ตั้งแต่นั้น รัฐบาลประเทศสวีเดนผ่านทางหน่วยงานจัดหายุทโธปกรณ์ของสวีเดน (FMV) และซาบได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยในโครงการจำนวนมาก 

ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการกริเพน ได้แก่ 

  • ระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าแบบอิรี่อาย (AEW) ของอิริกสันจำนวน 2 ระบบ ซึ่งติดตั้งในเครื่องบินสำหรับบินในระดับภูมิภาคซาบ 340
  • ระบบควบคุมและบังคับบัญชา ได้แก่ ระบบเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • เครื่องบินซาบ 340 เพื่อวัตถุประสงค์ในการขนส่งและการฝึกนักบินและช่างอากาศ
  • ขีปนาวุธอากาศสู่พื้นผิว
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงด้านอากาศยานเป็นจำนวน 100 ปีทำงาน (man-years) ให้กับประเทศไทย
  • การเข้าถึงรหัสต้นฉบับที่มากับซอฟท์แวร์หลักของกริเพน เพื่อให้กองทัพอากาศไทยสามารถพัฒนา ปรับปรุง ปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มอุปกรณ์ เซ็นเซอร์ และระบบอาวุธในอนาคตด้วยตนเอง
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • การฝึกอบรมนักบินและช่างอากาศ
  • เครื่องฝึกจำลองการบิน
  • อุปกรณ์สนับสนุนภารกิจ
  • อุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน
  • โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์จำนวน 200 ทุน สำหรับนักศึกษาไทยไปศึกษาต่อที่ประเทศสวีเดน
  • โครงการความร่วมมือทวิภาคีที่ยั่งยืนภายใต้ "แผนปฏิบัติการร่วม"

 ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อเสนอจากสวีเดน ซาบกำลังทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงด้านอากาศยานเป็นจำนวน 100 ปีทำงาน (man-year) ให้กับประเทศไทย  จุดประสงค์ของการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านความสัมพันธ์ในระยะยาวของทั้งสองประเทศนี้ ก็คือ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นการสนับสนุนในเชิงบวกให้กับอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในประเทศไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจะสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมภายในประเทศไทยในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในอนาคตรวมถึงโครงการกริเพนอีกด้วย 

เครื่องบินขับไล่กริเพนล็อตแรกสำหรับกองทัพอากาศไทยส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2554  และประจำการอยู่ที่กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานีในภาคใต้ของประเทศ 

ซาบให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในทุกภาคส่วนของรัฐบาล  ซาบ บริษัทด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ได้ปรับปรุงระบบควบคุมการยิงและระบบอำนวยการรบของเรือหลวงจักรีนฤเบศรแห่งกองทัพอากาศไทย  เรือหลวง นเรศวรและเรือหลวงตากสินได้รับการติดตั้งระบบอำนวยการรบ 9LV Mk4 และระบบควบคุมการยิง CEROS 200 รุ่นใหม่ล่าสุด และยังมีคำสั่งซื้อระบบตรวจการณ์และระบบสื่อสารเพิ่มเติมเพื่อทำให้ระบบอำนวยการรบบนเรือฟริเกตทั้งสองลำทำงานได้อย่างสมบูรณ์ 

นอกจากนี้ซาบยังได้ส่งมอบอุปกรณ์สำหรับระบบเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กับเรือทั้งสองลำ ซึ่งจะทำให้เรือทั้งสองลำนี้สามารถติดต่อสื่อสารกับกริเพนและซาบ 340 ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วได้ โดยซาบ 340 นั้นมีระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าแบบอิรี่อาย 

ซาบได้ปรับปรุงระบบอำนวยการและควบคุมบนเรือหลวง จักรีนฤเบศ เรือบรรทุกเครื่องบินนี้มีการติดตั้งระบบอำนวยการและควบคุมรุ่นล่าสุด 9LV Mk4 นอกจากนี้ซาบยังเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ระบบเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กับเรือ ซึ่งจะทำให้สามารถติดต่อกันได้ระหว่างเรือกับเครื่องบินขับไล่กริเพนและระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าแบบอิรี่อายซึ่งติดตั้งในเครื่องบินซาบ 340  เออีดับบลิวของกองทัพอากาศไทยได้ 

ความร่วมมือของซาบกับประเทศไทยเป็นไปด้วยดีในเรื่องของระบบการป้องกันประเทศ นกมินิ สายการบินระดับภูมิภาคในประเทศไทยได้เช่าซื้อเครื่องบินซาบ 340บีพลัส จำนวนหกลำจากซาบแอร์คราฟท์ลิสซิ่ง และเริ่มทำการบินไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554  โดยมีเที่ยวบินไปยังเจ็ดจังหวัดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และให้บริการทุกวันจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพ และสนามบินชุมพรในภาคใต้ของประเทศไทย 

ซาบได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาวไทย  ไม่เพียงแต่ซาบมีข้อผูกพันที่จะต้องฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทก็ยังให้ความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติการณ์ต่าง ๆ อีกด้วย ในช่วงอุทกภัยปี 2554 องค์กรของซาบในประเทศไทยและสวีเดนได้บริจาคอุปกรณ์บำบัดน้ำสองเครื่อง เต๊นท์ 300 หลัง และเครื่องปั่นไฟ 100 เครื่อง เพื่อรับมือกับความต้องการที่พักฉุกเฉินและความต้องการน้ำสะอาดอย่างเร่งด่วนของผู้ประสบภัยน้ำท่วมดังกล่าว